1. ขอบเขตและฐานอ้างอิง
นโยบายนี้ใช้กับเว็บไซต์และองค์ประกอบของระบบ VBS ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการจองยานพาหนะ เช่น Web Application, Web Server, Database, ระบบยืนยันตัวตน, ไฟล์อัปโหลด, API/บริการภายนอก, ระบบแจ้งเตือน, Log และบัญชีผู้ดูแลระบบ
การกำหนดมาตรการให้พิจารณาจากประกาศคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เรื่อง มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับเว็บไซต์ พ.ศ. 2568 เป็นฐานขั้นต่ำ และสามารถเสริมมาตรการที่เข้มงวดกว่าได้ตามความเสี่ยงของมหาวิทยาลัย
2. การกำหนดคุณลักษณะ ประเมินผลกระทบ และจัดระดับความเสี่ยง
ก่อนกำหนดมาตรการควบคุม ผู้รับผิดชอบระบบควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดคุณลักษณะความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลหรือระบบสารสนเทศ ประเมินและจัดระดับผลกระทบ ระบุข้อกำหนดขั้นต่ำที่ต้องปฏิบัติ และประเมินตนเองเพื่อทวนสอบการดำเนินการ
การจัดระดับผลกระทบและมาตรการที่เลือกใช้ต้องมีหลักฐานรองรับ เช่น รายการทรัพย์สินสารสนเทศ บทบาทผู้ใช้ ประเภทข้อมูล จุดเชื่อมต่อภายนอก ประวัติช่องโหว่ และผลการทดสอบความปลอดภัย
3. การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันอย่างมั่นคงปลอดภัย
- ทำ Threat Modeling สำหรับฟังก์ชันและข้อมูลสำคัญก่อนพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงระบบที่มีผลต่อความเสี่ยง
- ใช้ Secure Coding Practices เพื่อลดความเสี่ยงจาก SQL Injection, XSS, CSRF และช่องโหว่เว็บที่พบบ่อย
- ตรวจสอบและทำความสะอาดข้อมูลนำเข้า (Input Validation and Sanitization) ทั้งฝั่ง Client และ Server โดยถือฝั่ง Server เป็นตัวตัดสิน
- ควบคุมการเข้าถึงตามบทบาทและสิทธิ์ของผู้ใช้ (RBAC/Access Control) และตรวจสอบสิทธิ์ทุก Action ที่มีผลต่อข้อมูลหรือสถานะคำขอ
- บริหาร Session อย่างปลอดภัย ป้องกัน Session Fixation/Session Hijacking และไม่เปิดเผย Session ID หรือ Secret ผ่าน URL หรือ Log
- กำหนด HTTP Security Headers ที่เหมาะสม และอัปเดต Library/Dependency เมื่อพบช่องโหว่ที่เกี่ยวข้อง
- ทดสอบความมั่นคงปลอดภัยอย่างเป็นระบบ รวมถึง Vulnerability Assessment และ Penetration Testing ตามระดับความเสี่ยงและอำนาจอนุญาต
4. การยืนยันตัวตน การควบคุมสิทธิ์ และ MFA
- บัญชีผู้ใช้ต้องเป็นบัญชีที่ได้รับอนุมัติและใช้งานตามบทบาทที่กำหนด โดยใช้หลัก Least Privilege และ Separation of Duties กับบทบาทสำคัญ
- สิทธิ์ระดับ Super Admin, Admin, ผู้อนุมัติ และเจ้าหน้าที่จัดรถต้องทบทวนเป็นระยะ และเพิกถอนทันทีเมื่อหมดความจำเป็น
- การเปลี่ยนข้อมูลสำคัญ การอนุมัติ และการจัดรถต้องตรวจสอบสิทธิ์ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ทุกครั้ง
- บัญชีที่มีสิทธิ์สูงหรือเข้าถึงข้อมูลสำคัญควรใช้การพิสูจน์ตัวตนหลายปัจจัย (MFA) หรือ Digital ID ที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัย
- ห้ามแชร์บัญชี รหัสผ่าน OTP, Token, Recovery Code หรือ Session ให้บุคคลอื่น
5. HTTPS การเข้ารหัส และการปกป้องข้อมูล
- การรับส่งข้อมูลของระบบต้องใช้ HTTPS/TLS เพื่อป้องกันการดักฟังและการแก้ไขข้อมูลระหว่างทาง
- Secret, Token, API Key, Password และ Credential ต้องไม่ฝังใน Source Code หรือเปิดเผยใน Repository, Client-side JavaScript และ Log
- จำกัดการแสดงข้อมูลส่วนบุคคลตามความจำเป็นและสิทธิ์ของผู้ใช้งาน พร้อมใช้มาตรการ Masking/Redaction เมื่อเหมาะสม
- ข้อมูลสำรองต้องควบคุมสิทธิ์ ป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต และทดสอบการกู้คืนเป็นระยะ
- ไฟล์อัปโหลดต้องตรวจ MIME Type, Extension, ขนาด, ชื่อไฟล์ และตำแหน่งจัดเก็บ พร้อมป้องกันไม่ให้ไฟล์อัปโหลดถูกประมวลผลเป็นสคริปต์บนเซิร์ฟเวอร์
6. System Hardening และโครงสร้างพื้นฐาน
Web Server, Web Application, ระบบปฏิบัติการ และฐานข้อมูลต้องตั้งค่าความปลอดภัยพื้นฐาน ลดบริการที่ไม่จำเป็น อัปเดตแพตช์ และจำกัด Remote Access ตามความจำเป็น โดยอาจพิจารณามาตรการป้องกันเพิ่มเติมตามระดับความเสี่ยงและทรัพยากรของหน่วยงาน เช่น Firewall, IDS/IPS, Antivirus/EDR และ Web Application Firewall (WAF)
ระบบควรควบคุมการใช้ Removable Storage Media การแบ่งปันข้อมูล และการเชื่อมต่อระยะไกล รวมถึงมีการสร้างความตระหนักด้าน Website Security ให้แก่ผู้ดูแลระบบและผู้เกี่ยวข้อง
7. Logging, Monitoring และการตรวจสอบย้อนหลัง
ระบบควรบันทึกเหตุการณ์สำคัญอย่างเพียงพอสำหรับการตรวจสอบย้อนหลัง เช่น การเข้าสู่ระบบ การเปลี่ยนสิทธิ์ การยื่นคำขอ การอนุมัติ การจัดรถ การเปลี่ยนสถานะ การแก้ไขข้อมูลสำคัญ ข้อผิดพลาด และ Request ID โดยหลีกเลี่ยงการบันทึกรหัสผ่าน Token หรือข้อมูลอ่อนไหวที่ไม่จำเป็น
หากระดับความเสี่ยงและทรัพยากรเหมาะสม อาจเชื่อม Log และ Alert เข้ากับระบบส่วนกลาง เช่น SIEM, XDR หรือ SOAR เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับและตอบสนองเหตุการณ์
8. การตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย
- ตรวจพบและประเมินความรุนแรงของเหตุการณ์ พร้อมระบุระบบ บัญชี และข้อมูลที่อาจได้รับผลกระทบ
- จำกัดผลกระทบ เช่น ระงับบัญชี Token หรือฟังก์ชันที่เกี่ยวข้อง และแยกทรัพยากรที่มีความเสี่ยงเมื่อจำเป็น
- เก็บรักษาหลักฐานและ Log ที่จำเป็นโดยคงความถูกต้องของข้อมูลสำหรับการตรวจสอบ
- กำจัดสาเหตุ แก้ไขช่องโหว่ เปลี่ยน Secret ที่เกี่ยวข้อง และทดสอบก่อนเปิดบริการกลับ
- แจ้งผู้รับผิดชอบ IT/Cybersecurity, ผู้บริหาร และผู้เกี่ยวข้องตามระดับผลกระทบ รวมถึงดำเนินการตามกฎหมายหรือระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้องหากเข้าข่าย
- จัดทำ Post-Incident Review เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำและปรับปรุงมาตรการควบคุม
9. หน้าที่ของผู้ใช้งาน
- ตรวจสอบ URL และสถานะ HTTPS ก่อนเข้าสู่ระบบ และไม่ป้อนข้อมูลรับรองบัญชีลงในเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ
- ไม่เปิดไฟล์หรือลิงก์ต้องสงสัยจากข้อความที่อ้างว่าเป็นระบบโดยไม่ตรวจสอบแหล่งที่มา
- รายงานทันทีเมื่อพบข้อมูลผิดปกติ การเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต บัญชีถูกยึด หรือพฤติกรรมที่อาจเป็นการโจมตี
- ไม่สแกน ทดสอบช่องโหว่ หรือพยายามข้ามมาตรการรักษาความปลอดภัยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจอย่างชัดเจน
10. การทบทวนและประเมินตนเอง
ผู้รับผิดชอบระบบควรจัดทำ Self-Assessment ตามแบบตรวจรายการของมาตรฐานเว็บไซต์ภาครัฐอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และทบทวนเพิ่มเติมเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบอย่างมีนัยสำคัญ พบช่องโหว่ระดับสูง หรือเกิดเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย
ผลการประเมิน ค่าความเสี่ยง หลักฐานการทดสอบ ช่องโหว่ที่ตรวจพบ และแผนแก้ไขควรจัดเก็บในลักษณะที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ และเสนอผู้มีอำนาจตามระดับผลกระทบที่กำหนด